วีดีโอประชาสัมพันธ์โครงการอนุรักษ์น้ำบาดาล

Loading...

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การเกิดน้ำบาดาล ความเป็นมาของน้ำบาดาล


การเกิดน้ำบาดาล ความเป็นมาของน้ำบาดาล
การเกิดของน้ำบาดาล
บนพื้นผิวโลกของเรานั้นมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่เป็นภูเขาสูง หุบเขา ที่ราบระหว่างภูเขา ทะเลทราย ที่ราบสูง ที่ราบลุ่มน้ำ ที่ราบชายฝั่งทะเล ไปจนถึงพื้นที่เกาะ สภาพการดำเนินชีวิตและกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่ก็ล้วนแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือต้องพึ่งพาอาศัยน้ำในการดำรงชีวิต
โลกของเรานั้นมีน้ำถึง ใน ประกอบไปด้วย "น้ำฟ้า หรือ น้ำในบรรยากาศ (Atmospheric water) ที่อยู่ในรูปของ ไอน้ำ เมฆ หมอก เมื่อกลั่นตัว ก็จะตกลงมาสู่พื้นดินในรูปของน้ำฝนหรือหิมะ กลายเป็น "น้ำผิวดิน (Surface water)" อันได้แก่ แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเล และมหาสมุทร น้ำบางส่วนจะซึมลงสู่ใต้ดิน และถูกกักเก็บไว้ใน ชั้นดิน ชั้นหิน เป็น "น้ำใต้ดิน (Subsurface water หรือ น้ำบาดาล (Groundwater)" ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มองไม่เห็น (Invisible resource) แต่สามารถพัฒนาขึ้นมาใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ความสัมพันธ์ของน้ำทั้ง ชนิดนี้ เรียกว่า "วัฏจักรของน้ำ (Hydrologic cycle)"

วัฏจักรของน้ำ (Hydrologic cycle)"
น้ำในโลกนี้กว่าร้อยละ 97 เป็นน้ำในทะเลและมหาสมุทรซึ่งเป็นน้ำเค็ม มีเพียงร้อยละ เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด ในร้อยละ นี้ เป็นน้ำแข็งที่ขั้วโลกและธารน้ำแข็งถึงร้อยละ 2.3 เป็นน้ำใต้ดินร้อยละ 0.69 ส่วนน้ำจืดในแม่น้ำและแหล่งน้ำผิวดินทั้งหลายที่เราเห็นกันอยู่ คิดเป็นปริมาณน้ำเพียงร้อยละ 0.01 ของน้ำในโลกเท่านั้น น้ำใต้ดินจึงเป็นน้ำจืดที่อยู่ในรูปของของเหลวที่มีปริมาณมากทุกสุดบนโลก ซึ่งเราสามารถนำมาใช้ได้ทันที
ขณะที่ฝนตกลงมา น้ำส่วนใหญ่จะไหลหลากไปบนพื้นดินจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และถูกกักเก็บไว้ตามแหล่งน้ำผิวดินต่างๆ น้ำฝน และน้ำในแหล่งน้ำผิวดินเหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะไหลซึมลงสู่ชั้นดินชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวโลก โดยน้ำบางส่วนจะถูกกักเก็บอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ในบริเวณที่ยังมีการสัมผัสกับอากาศอยู่ (zone of aeration) เราจะเรียกน้ำส่วนนี้ว่า น้ำในดิน (Soil water) ซึ่งพืชจะสามารถนำน้ำส่วนนี้ไปใช้ได้เลยครับ
ต่อจากนั้นน้ำส่วนที่เหลือจะไหลซึมลึกลงไปจนถึงชั้นดิน ชั้นหินอิ่มตัวด้วยน้ำ (zone of saturation)โดยน้ำจะถูกกักเก็บไว้ตามรูพรุน ในช่องว่างระหว่างเม็ดตะกอน หรือตามรอยแตก รอยแยกในหิน จนกระทั่งตะกอน หรือหิน ดังกล่าวมีน้ำแทรกอยู่เต็มไปหมด ซึ่งน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในชั้นนี้แหล่ะครับที่เราเรียกว่า "น้ำบาดาล (Groundwater)" และผิวบนสุดของบริเวณที่อิ่มตัวด้วยน้ำนี้เรียกว่า ระดับน้ำบาดาล (water table)
ชั้นตะกอนร่วน หรือ หินแข็ง ที่เป็นแหล่งกักเก็บของน้ำบาดาลนี้ รวมเรียกว่า "ชั้นหินอุ้มน้ำ (Water bearing rocks)"ถ้าชั้นหินอุ้มน้ำใด มีความพรุนสูง มีคุณสมบัติยอมให้น้ำไหลผ่านได้ง่าย จะเรียกว่า "ชั้นหินให้น้ำ (Aquifer)" แบ่งออกได้เป็น ชนิด ชั้นหินให้น้ำไม่มีแรงดัน และ ชั้นหินให้น้ำมีแรงดัน
ในทางตรงกันข้าม เราจะเรียกชั้นตะกอนหรือหินที่มีเนื้อแน่น ไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านได้ หรือซึมผ่านได้น้อยว่า "ชั้นหินกันน้ำ (confining layer)" อย่างเช่นชั้นดินเหนียว นอกจากนั้นยังมี "ชั้นหินให้น้ำปลอม (Perch aquifer)" ด้วย 


ชั้นน้ำบาดาลปลอม
เมื่อมีน้ำฝนซึมผ่านลงมาจากผิวดิน น้ำส่วนหนึ่งจะถูกกักเก็บไว้เหนือชั้นดินเหนียวนี้ แทรกตัวอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดตะกอน โดยเราจะเรียกบริเวณนี้ว่า "ชั้นหินให้น้ำปลอม" ซึ่งปกติแล้ว ชั้นหินให้น้ำปลอมจะมีขนาดเล็ก จึงกักเก็บน้ำไว้ได้ไม่มาก เมื่อสูบน้ำมาใช้ได้ไม่นานน้ำก็จะหมดไป ต้องรอน้ำฝนซึมลงมาเพิ่มเติมใหม่
ถัดลึกจากชั้นหินให้น้ำปลอมลงไป จะพบชั้นหินให้น้ำไม่มีแรงดัน ชั้นหินให้น้ำนี้จะไม่มีชั้นหินกันน้ำปิดทับอยู่ หากเราเจาะบ่อบาดาลลงไป ระดับน้ำในบ่อนั้นจะมีระดับเดียวกับระดับน้ำบาดาลรอบๆ บ่อ แต่เมื่อใดก็ตามที่ชั้นหินให้น้ำถูกขนาบด้วยชั้นหินกันน้ำทั้งด้านบนและด้านล่าง จะทำให้น้ำบาดาลและชั้นหินให้น้ำนี้อยู่ภายใต้แรงดันที่มากกว่าแรงดันบรรยากาศ จึงเรียกว่าชั้นหินให้น้ำมีแรงดัน ถ้าเราเจาะบ่อบาดาลลงไปถึงชั้นหินให้น้ำนี้ แรงดันที่มีอยู่ จะดันให้น้ำมีระดับสูงขึ้นไปอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งในบ่อ ซึ่งหากระดับแรงดันของน้ำบาดาลในชั้นหินให้น้ำนั้นสูงมาก น้ำในบ่อก็จะพุหรือพุ่งขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องมีการสูบ
ปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บหรือปล่อยออกมาจากชั้นหินให้น้ำในแต่ละพื้นที่ จะมีความมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปร่าง ขนาดของเม็ดตะกอน การคัดขนาดของเม็ดตะกอน ความหนาของชั้นตะกอน และการวางตัวของชั้นตะกอน รวมทั้ง โครงสร้าง รอยแตก รอยแยก ถ้ำ และโพรงในหิน
น้ำบาดาลในแหล่งหนึ่งๆ อาจต้องใช้เวลาในการกักเก็บสะสมอย่างต่อเนื่องนับร้อยนับพันปีหรืออาจจะเป็นหมื่นปี กว่าจะไหลซึมผ่านชั้นดินชั้นหินลงมาถึงแหล่งกักเก็บได้ ลักษณะการไหลซึมเช่นนี้เปรียบเสมือนการกรองโดยธรรมชาติ จึงทำให้น้ำบาดาลเป็นน้ำที่สะอาด ปราศจากสารแขวนลอย สารอินทรีย์เคมี และเชื้อโรคต่างๆ ไม่มีกลิ่นที่น่ารังเกียจ แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่น้ำไหลผ่านไปตามชั้นดินชั้นหินนั้น อาจมีการละลายเอาแร่ธาตุเข้ามาปะปน รวมทั้งถูกปนเปื้อนด้วยน้ำที่มีคุณภาพด้อยกว่า หรือสารเคมีที่เกิดการรั่วซึมจากผิวดินในบริเวณนั้น ทำให้คุณภาพของน้ำบาดาลเปลี่ยนไป
          หากมีของเสียและน้ำเสียจากแหล่งชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรม การทำการเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและสารเคมีต่าง ๆ และการทำเหมืองแร่ ที่ทิ้งลงสู่พื้นดินหรือแม่น้ำโดยตรงเหล่านี้จะซึมลงไปใต้ดินและไหลซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาล ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนของน้ำบาดาลขึ้น และหากเรานำน้ำบาดาลที่มีสารปนเปื้อนดังกล่าวมาใช้ ก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมถึงถ้าเราได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น